สรุป
ข้อมูล หมายถึง ข้อมูลดิบที่รวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ
ทั้งภายในและภายนอกองค์การ โดยข้อมูลดิบจะยังไม่มีความหมายในการนำไปใช้ประโยชน์
สารสนเทศ หมายถึง ผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลข้อมูลดิบ
ที่ถูกจัดเก็บไว้อย่างเป็นระบบ โดยผลลัพธ์ที่ได้สามารถนำไปใช้ประโยชน์
นำไปประกอบการทำงาน โดยเฉพาะการตัดสินใจแก้ปัญหาหรือเลือกโอกาสทางธุรกิจ
ในปัจจุบันข้อมูลสารสนเทศที่มีคุณภาพจะช่วยผู้บริหารในการตัดสินใจวางแผน
กำหนดเป้าหมาย และแก้ปัญหาในการดำเนินงานที่เกิดขึ้นได้อย่างดี
ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ หมายถึง ระบบที่รวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆทั้งภายนอกและภายในองค์การอย่างมีหลักเกณฑ์
เพื่อนำมาประมวลผลให้ได้สารสนเทศที่ช่วยสนับสนุนการทำงานและการตัดสินใจของผู้บริหารในด้านต่างๆ
อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่ MIS ประกอบด้วยส่วนประกอบที่สำคัญ 3
ประการ
1. เครื่องมือในการสร้าง MIS
เป็นส่วนประกอบหรือโครงสร้างพื้นฐานที่รวมกันเข้าเป็นระบบสารสนเทศ
และช่วยทำให้ระบบสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2.
วิธีการประมวลเป็นลำดับขั้นในการประมวลผลข้อมูล
3.
การแสดงผลลัพธ์ที่ได้จากระบบสารสนเทศมักเป็นรูปของรายงานต่างๆ
MIS จะช่วยผู้บริหารในการเข้าถึงข้อมูลเพื่อนำมาประกอบการวางแผน
ตรวจสอบการดำเนินงาน โดยระบบสารสนเทศช่วยให้ผู้ใช้ค้นหาสาเหตุและทำการแก้ปัญหา
ถ้าเกิดสิ่งผิดปกติในการนำเดินงาน
ในปัจจุบันผู้จัดการตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูง ผู้จัดการระดับกลาง
และหัวหน้าพนักงานระดับปฏิบัติงานต่างต้องเกี่ยวข้องกับสารสนเทศทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม
โดยมีระดับการใช้งานที่แตกต่างกัน ระบบสารสนเทศขององค์การมีบทบาทที่สำคัญดังต่อไปนี้
- · การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการสร้างประสิทธิภาพและความพร้อมในการแข่งขันให้กับองค์การ
- · เข้าใจความต้องการของระบบและองค์การในสภาพแวดล้อมยุคโลกาภิวัตน์
- · ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพในการดำเนินงานทั่วทั้งองค์การ
- · บริหารและตัดสินใจในการสรรหาและคัดเลือกเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสารโทรคมนาคม
- · จัดการและควบคุมผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อผู้เกี่ยวข้อง
- · ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการทำงานแก่ที่ผู้ใช้อื่น
- · เข้าใจประเด็นสำคัญด้านจริยธรรมที่เกี่ยวกับการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศ
หน่วยงานสารสนเทศอาจเป็นหน่วยงานอิสระหรือขึ้นตรงกับหน่วยงานหลัก เช่น
การเงิน การตลาด หรือการปฏิบัติงาน
ตลอดจนอาจถูกตั้งแยกออกจากองค์การตามความเหมาะสม และความต้องการสารสนเทศ
บุคลากรในหน่วยงานสารสนเทศ จะมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับงานที่ต้องมีการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เสริมในการบริหารสารสนเทศขององค์การโดยมีบุคลากรที่สำคัญในหน่วยงานสารสนเทศมีหลายระดับดังต่อไปนี้
1. หัวหน้าพนักงานสารสนเทศ
หรือที่เรียกว่า CIO เป็นบุคลากรระดับสูง
หน้าที่และความรับผิดชอบ
ในการควบคุมดูแลเกี่ยวกับการบริหารงานระบบสารสนเทศของธุรกิจ
การวางแผนและการกำหนดนโยบายสานสนเทศ
2. นักวิเคราะห์และออกแบบระบบ
หรือที่เรียกว่า SA
มีหน้าที่วิเคราะห์และออกระบบงานในระดับต่างๆ
ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ขององค์การและตรงตามความต้องการของผู้ใช้ รวมทั้งทำการศึกษาวิเคราะห์และวางแผนระยะยาว
3. ผู้เขียนชุดคำสั่ง
มีหน้าที่เขียนชุดคำสั่งเพื่อควบคุมและสั่งงานให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามที่ผู้ใช้ต้องการ
ปกติหน่วยงานขนาดใหญ่ที่ต้องใช้งานคอมพิวเตอร์ในปริมาณมากจะแบ่งกลุ่มงานของผู้มีหน้าที่เขียนชุดคำสั่งออกเป็น
2 กลุ่ม คือ
1.
ผู้เขียนชุดคำสั่งสำหรับระบบ ทำหน้าที่ดูแล
ปรับปรุงและแก้ไขชุดคำสั่งสำหรับควบคุมและใช้งานระบบ
ทำงานประสานกับชุดคำสั่งสำหรับการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ
2.
ผู้เขียนชุดคำสั่งสำหรับใช้งาน ทำหน้าที่ ควบคุม ดูแล
และเก็บรักษาเอกสารที่เกี่ยวกับชุดคำสั่ง ตลอดจนบำรุงรักษาและพัฒนาให้ชุดคำสั่งดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4. ผู้ควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์
มีหน้าที่ดูแลและควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์
โดยผู้ควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์ควรมีความรู้เกี่ยวกับการทำงานของอุปกรณ์ในส่วนต่างๆของระบบคอมพิวเตอร์และระบบเครือข่าย
5. ผู้จัดตารางเวลา
มีหน้าที่จัดตารางเวลาในการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ให้กับงานแต่ละชนิดภายในห้องใช้คอมพิวเตอร์
6. พนักงานจัดเก็บและรักษา
มีหน้าที่เก็บรักษาและจัดทำรายการของอุปกรณ์
และจัดทำเอกสารเกี่ยวกับชุดคำสั่งที่ใช้งานตลอดจนทำดัชนีสำหรับข้อมูลเพื่อสะดวกในการค้นหาเมื่อต้องการใช้ข้อมูล
7. พนักงานจัดเตรียมข้อมูล
มีหน้าที่ในการนำข้อมูลจากเอกสารเบื้องต้นมาจัดให้อยู่ในรูปแบบที่เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถทำความเข้าใจได้
---------------------------------------------------------
แบบฝึกหัด
1. นิยามความหมายและยกตัวอย่างของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ
ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ หมายถึง
ระบบที่รวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆทั้งภายนอกและภายในองค์การอย่างมีหลักเกณฑ์
เพื่อนำมาประมวลผลให้ได้สารสนเทศที่ช่วยสนับสนุนการทำงานและการตัดสินใจของผู้บริหารในด้านต่างๆ
ยกตัวอย่าง
เช่น สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆทั้งภายในและภายนอกองค์การมาไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ
และทำการประมวลผลข้อมูลที่ได้มาอย่างมีประสิทธิภาพ
เพื่อทำให้ได้สารสนเทศที่ช่วยสนับสนุนการปฏิบัติงานและการบริหารงานของผู้บริหาร
2. ข้อมูลและสารสนเทศมีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
มีความแตกต่างกัน
ข้อมูล หมายถึง ข้อมูลดิบที่รวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกองค์การ
โดยข้อมูลดิบจะยังไม่มีความหมายในการนำไปใช้ประโยชน์ หรือตรงตามความต้องการของผู้ใช้
สารสนเทศ
หมายถึง ผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลข้อมูลดิบ ที่ถูกจัดเก็บไว้อย่างเป็นระบบ
โดยผลลัพธ์ที่ได้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ นำไปประกอบการทำงาน
โดยเฉพาะการตัดสินใจแก้ปัญหาหรือเลือกโอกาสทางธุรกิจ
ในปัจจุบันข้อมูลสารสนเทศที่มีคุณภาพจะช่วยผู้บริหารในการตัดสินใจวางแผน
กำหนดเป้าหมาย และแก้ปัญหาในการดำเนินงานที่เกิดขึ้นได้อย่างดี
3. สารสนเทศที่ดีควรมีคุณสมบัติอย่างไร
1.
ถูกต้อง ข้อมูลที่ดีจะต้องมีความถูกต้องและปราศจากความขาดเคลื่อน เชื่อถือได้
2.
ทันเวลา ข้อมูลจะต้องทันต่อเหตุการณ์และไม่ล่าช้า
3.
สอดคล้องกับงาน
สารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริหารต้องได้มาจากการประมวลผลของข้อมูลที่มีสาระตรงกันหรือสัมพันธ์กับปัญหาของงาน
4.
สามารถตรวจสอบได้ ข้อมูลบางประเภทอาจมาจากแหล่งข้อมูลที่ซับซ้อนและหลากหลายทั้งภายในและภายนอกองค์การ
ซึ่งผู้ที่ใช้ต้องทำการตรวจสอบความถูกต้องและความน่าเชื่อถือได้ของสารสนเทศก่อน
4. ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการมีประโยชน์ต่อการประกอบธุรกิจอย่างไร
ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการจะช่วยประมวลผลข้อมูลทางธุรกิจต่างที่ได้เก็บรวบรวมจากภายในและภายนอกองค์การเพื่อช่วยในเรื่องการตัดสินใจของผู้บริหาร
ในด้านต่างๆทางธุรกิจ
5. ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการที่มีประสิทธิภาพต้องประกอบด้วยคุณสมบัติอย่างไร
1.
ความสามารถในการจัดการข้อมูล
2.
ความปลอดภัยของข้อมูล
3.
ความยืดหยุ่น
4. ความพอใจของผู้ใช้
6. บุคคลที่เกี่ยวข้องกับระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการมีกี่ระดับ
อะไรบ้าง
ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ
มี 3 ระดับ คือ
1. หัวหน้างานระดับต้น
เป็นบุคคลที่ทำหน้าที่รับผิดชอบในการดูแลการปฏิบัติงานแบบวันต่อวัน
ได้แก่ หัวหน้างาน หัวหน้าหน่วย และหัวหน้าแผนก
2.
ผู้จัดการระดับกลาง
เป็นบุคคลที่ทำหน้าที่ควบคุมและประสานงานระหว่างหัวหน้างานระดับปฏิบัติการและผู้บริหารระดับสูงเพื่อให้การประสานงานราบรื่น
ได้แก่ ผู้จัดการสาขา ผู้จัดการแผนก ผู้จัดการฝ่าย
3.
ผู้บริหารระดับสูง
เป็นกลุ่มบุคคลที่ที่ทำการกำหนดวิสัยทัศน์
ทิศทาง วางนโยบายและแผนงานระยะยาวขององค์การ
โดยอาศัยข้อสรุปและสารสนเทศจากผู้จัดการระดับกลาง ได้แก่ คณะผู้บริหารระดับสูง
ประธานบริษัท กรรมการผู้จัดการ
7.
อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการใช้งานระบบสารสนเทศและระดับของผู้บริหารในองค์การ
|
ลักษณะของระบบ
|
ระดับของผู้ใช้งาน
|
||
|
ปฏิบัติการ
|
ผู้จัดการระดับกลาง
|
ผู้บริหารระดับสูง
|
|
|
ที่มาของสารสนเทศ
|
ภายใน
|
ภายใน
|
ทั้งภายในและภายนอก
|
|
วัตถุประสงค์ของการใช้สารสนเทศ
|
ปฏิบัติงาน
|
ควบคุมผลการปฏิบัติงาน
|
วางแผน
|
|
ความถี่ของการใช้สารสนเทศ
|
สูง
|
ปานกลาง
|
ไม่แน่นอน
|
|
ขอบเขตของสารสนเทศ
|
แคบแต่ชัดเจน
|
ค่อนข้างกว้าง
|
กว้าง
|
|
ความละเอียดของสารสนเทศ
|
มาก
|
สรุปกว้างๆ
|
สรุปชัดเจน
|
|
การรายงานเหตุการณ์
|
ที่เกิดขึ้นแล้ว
|
เกิดแล้ว/กำลังจะเกิด
|
อนาคต
|
|
ความถูกต้องของสารสนเทศ
|
สูง
|
ปานกลาง
|
ตามความเหมาะสม
|
8.
ผู้บริหารสมควรมีบทบาทต่อการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศขององค์การอย่างไร
Ø
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการสร้างประสิทธิภาพและความพร้อมในการแข่งขันให้กับองค์การ
Ø
เข้าใจความต้องการของระบบและองค์การในสภาพแวดล้อมยุคโลกาภิวัตน์
Ø
ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพในการดำเนินงานทั่วทั้งองค์การ
Ø
บริหารและตัดสินใจในการสรรหาและคัดเลือกเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสารโทรคมนาคม
Ø
จัดการและควบคุมผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อผู้เกี่ยวข้อง
Ø
ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการทำงานแก่ที่ผู้ใช้อื่น
Ø
เข้าใจประเด็นสำคัญด้านจริยธรรมที่เกี่ยวกับการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศ
9. โครงสร้างของหน่วยงานสารสนเทศแบ่งออกเป็นกี่ส่วน
อะไรบ้าง
โครงสร้างของหน่วยงานสารสนเทศแบ่งออกเป็น
3 ส่วน คือ
1.หน่วยวิเคราะห์และออกแบบระบบ
2.หน่วยเขียนชุดคำสั่ง
3.
หน่วยปฏิบัติการและบริการ
10.
บุคลากรของหน่วยงานสารสนเทศแบ่งออกเป็นกี่ประเภท อะไรบ้าง
1.
หัวหน้าพนักงานสารสนเทศ หรือที่เรียกว่า CIO
เป็นบุคลากรระดับสูง
หน้าที่และความรับผิดชอบ
ในการควบคุมดูแลเกี่ยวกับการบริหารงานระบบสารสนเทศของธุรกิจ
การวางแผนและการกำหนดนโยบายสานสนเทศ
2. นักวิเคราะห์และออกแบบระบบ
หรือที่เรียกว่า SA
มีหน้าที่วิเคราะห์และออกระบบงานในระดับต่างๆ
ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ขององค์การและตรงตามความต้องการของผู้ใช้ รวมทั้งทำการศึกษาวิเคราะห์และวางแผนระยะยาว
3. ผู้เขียนชุดคำสั่ง
มีหน้าที่เขียนชุดคำสั่งเพื่อควบคุมและสั่งงานให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามที่ผู้ใช้ต้องการ
ปกติหน่วยงานขนาดใหญที่ต้องใช้งานคอมพิวเตอร์ในปริมาณมากจะแบ่งกลุ่มงานของผู้มีหน้าที่เขียนชุดคำสั่งออกเป็น
2 กลุ่ม คือ
3.1 ผู้เขียนชุดคำสั่งสำหรับระบบ
ทำหน้าที่ดูแล ปรับปรุงและแก้ไขชุดคำสั่งสำหรับควบคุมและใช้งานระบบ
ทำงานประสานกับชุดคำสั่งสำหรับการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ
3.2 ผู้เขียนชุดคำสั่งสำหรับใช้งาน
ทำหน้าที่ ควบคุม ดูแล และเก็บรักษาเอกสารที่เกี่ยวกับชุดคำสั่ง
ตลอดจนบำรุงรักษาและพัฒนาให้ชุดคำสั่งดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4.
ผู้ควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์
มีหน้าที่ดูแลและควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์
โดยผู้ควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์ควรมีความรู้เกี่ยวกับการทำงานของอุปกรณ์ในส่วนต่างๆของระบบคอมพิวเตอร์และระบบเครือข่าย
5.
ผู้จัดตารางเวลา
มีหน้าที่จัดตารางเวลาในการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ให้กับงานแต่ละชนิดภายในห้องใช้คอมพิวเตอร์
6. พนักงานจัดเก็บและรักษา
มีหน้าที่เก็บรักษาและจัดทำรายการของอุปกรณ์
และจัดทำเอกสารเกี่ยวกับชุดคำสั่งที่ใช้งานตลอดจนทำดัชนีสำหรับข้อมูลเพื่อสะดวกในการค้นหาเมื่อต้องการใช้ข้อมูล
7. พนักงานจัดเตรียมข้อมูล
มีหน้าที่ในการนำข้อมูลจากเอกสารเบื้องต้นมาจัดให้อยู่ในรูปแบบที่เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถทำความเข้าใจได้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น