สรุป
ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เป็นเทคโนโลยีสารสนเทศสาขาหนึ่งที่มีผู้คนให้ความสนใจมากในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นระบบที่มีการศึกษา การเรียนรู้
และสามารถตอบสนองต่อปัญหาของบุคคลและองค์การในแบบเดียวกับบุคคลปกติ
แต่ถึงแม้จะมีความตื่นตัวในสาขาวิชาด้านระบบความฉลาดของคอมพิวเตอร์
แต่ปัจจุบันนักคอมพิวเตอร์ต่างก็ยอมรับว่ายังไม่มีระบบสารสนเทศที่สามารถทดแทนความฉลาดของมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์
ทำให้ผู้พัฒนาระบบความฉลาดต้องพัฒนาระบบตามความต้องการในการใช้งานของผู้ใช้
ซึ่งเราสามารถยกตัวอย่างสาขาของ AI ที่มีผู้ศึกษากันอยู่ 5
สาขา ได้แก่ การประมวลภาษาธรรมชาติ ระบบภาพ ระบบเครือข่ายเส้นประสาท
หุ่นยนต์ และระบบผู้เชี่ยวชาญ
ระบบผู้เชี่ยวชาญหรือ ES เป็นสาขาหนึ่งของ
AI ที่ถูกนำมาใช้ในภาคธุรกิจ เนื่องจากสามารถนำมาประยุกต์สำหรับปัญหาเฉพาะได้อย่างเหมาะสม
ES เป็นระบบสารสนเทศที่จำลองกระบวนการใช้เหตุผลของผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาต่อการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น
โดยที่ ES จะมีส่วนประกอบที่สำคัญ 5 ประการ คือ
1.
ฐานความรู้ทำหน้าที่เก็บรวบรวมความรู้
และประสบการณ์ที่สำคัญของผู้เชี่ยวชาญ
2.
เครื่องอนุมานจะเป็นส่วนประมวลผลของ ES โดยรวบรวมกฎเกณฑ์ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น
3.
ส่วนดึงความรู้ เป็นส่วนที่ใช้ดึงความรู้จากตำรา เอกสาร หรือฐานข้อมูล และจากผู้เชี่ยวชาญ
4.
ส่วนอธิบาย
เป็นส่วนหนึ่งที่อธิบายถึงรายละเอียดของข้อสรุปหรือคำตอบที่ได้มานั้นเป็นอย่างไรและทำไม
5.
ส่วนติดต่อกับผู้ใช้ เป็นส่วนประกอบสำคัญที่ช่วยให้ ES และผู้ใช้สามารถติดต่อสื่อสารกันอย่างมีประสิทธิภาพ
ปัจจุบันธุรกิจจะพัฒนา ES เนื่องจากสาเหตุสำคัญ
3 ประการได้แก่ ต้องการกระจายความรู้ที่มีอยู่ให้ทั่วถึง
สร้างความแน่นอนในการตัดสินใจ และเตรียมความพร้อมสำหรับเหตุการณ์ในอนาคต การพัฒนา ES
จะมีความคล้ายคลึงกับการพัฒนาระบบสนับสนุนการตัดสินใจ แต่ ES
จะทำการประมวลผลทั้งเชิงคณิตศาสตร์และเชิงตรรกะ
จึงต้องประมวลความรู้ที่รัดกุมเรียกว่า “วิศวกรรมความรู้”
ซึ่งดำเนินการโดย “วิศวกรรมความรู้”
การพัฒนาระบบ ES นับว่ามีกระบวนการที่ยุ่งยากซับซ้อน
แต่ในที่นี้พอจะสรุปได้ 5 ขั้นตอนด้วยกันคือ การวิเคราะห์ปัญหา การเลือกอุปกรณ์
(การแสวงหาความรู้ เครื่องอนุมาน การติดต่อกับผู้ใช้ ES ชุดคำสั่ง
และการธำรงรักษาและการพัฒนาระบบ) การถอดความรู้ การสร้างต้นแบบ และการขยาย การทดสอบ
และบำรุงรักษา
ระบบเครือข่ายเส้นประสาทเป็นอีกแขนงหนึ่งของ AI
ที่ได้รับความสนใจศึกษาจากนักวิทยาศาสตร์และวิศวกร
เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับงานแก้ปัญหาที่ต้องมีการพัฒนาการตามประสบการณ์
เนื่องจากระบบเครือข่ายเส้นประสาทจะเลียนแบบการทำงานของสมองและระบบประสาทมนุษย์
โดยระบบจะสัมผัส เรียนรู้ จดจำ
และปฏิบัติงานตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพตามการออกแบบและประสบการณ์ที่สั่งสมมา
ทำให้ระบบเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
------------------------------------------------------
แบบฝึกหัด
1.
จงอธิบายความหมายของระบบความฉลาดและปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ระบบความฉลาด หมายถึง ระบบที่แสดงพฤติกรรมที่สามารถกล่าวได้ว่า
มีความฉลาดตามความรู้สึกของมนุษย์
ซึ่งการศึกษาด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มักจะเรียกว่า “ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intelligence) หรือ AI เนื่อง
จากเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์และสารสนเทศเป็นสาขาวิชาที่มีการพลวัตอย่างรวด เร็ว
ส่งผลให้ความหมายและความข้าใจในหลายแขนงวิชามีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
2. AI มีการดำเนินงานที่เหมือนหรือแตกต่างจากระบบสารสนเทศทั่วไปอย่างไร
AI มีการดำเนินงานที่แตกต่าง เพราะ
1. AI ทำการประมวล (Manipulating) ทั้งสัญลักษณ์ (Symbols) และตัวเลข (Numbers) ปกติระบบ AI จะถูกพัฒนาขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการประมวลสัญลักษณ์มากกว่าประมวลตัวเลข
2. AI เป็นชุดคำสั่งแบบมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนทางคณิตศาสตร์ (Non-Algorithmic)หรือHeuristic ปกติระบบสารสนเทศทั่วไปจะดำเนินการวิเคราะห์และแก้ปัญหาตามขั้นตอนโดยใช้หลักการทางคณิตศาสตร์
(Algorithm) เป็นสำคัญ
3.ชุดคำสั่งของระบบ AI จะให้ความสำคัญกับการรับรู้แบบแผน (Pattern
Recognition) ตามที่ถูกกำหนดมา
เพื่อใช้ในการประมวลผลตามลักษณะของงาน
3. เรา AI มีการดำเนินงานที่กี่ประเภท
อะไรบ้าง
AI มีการดำเนินงานที่ 5 ประเภท
1.การประมวลภาษาธรรมชาติ
(Natural
Language Processing)
2.ระบบภาพ (Vision
System)
3.ระบบเครือข่ายเส้นประสาท (Neural Networks)
4.หุ่นยนต์ (Robotics)
5.ระบบผู้เชี่ยวชาญ (Expert System)
4. ระบบผู้เชี่ยวชาญคืออะไร
และมีความเหมือนหรือแตกต่างจาก AI อย่างไร
ระบบ
ผู้เชี่ยวชาญ คือ เป็นระบบที่ช่วยในการแก้ไขปัญหาโดยจะเกี่ยวกับการจัดการความรู้มากกว่า
สารสนเทศทั่วไป
ระบบนี้จัดเป็นงานทางด้านปัญญาประดิษฐ์ที่มีการปฏิบัติและติดตั้งใช้งานมาก ที่สุด
ระบบจะมีการโต้ตอบกับผู้ใช้ ให้ข้อแนะนำช่วยเหลือ ระบบนี้เป็นการจำลองความรู้ของผู้เชี่ยวชาญมาไว้ในคอมพิวเตอร์
5.
จงเปรียบเทียบความเหมือนและความแตกต่างระหว่างฐานความรู้กับฐานข้อมูล
ฐานความรู้ (Knowledge
Base) ทำหน้าที่เก็บรวบรวมและประสบการณ์ที่สำคัญของผู้เชี่ยวชาญ
ฐานข้อมูล จะเก็บรวบรวมตัวเลข, สัญลักษณ์และอาจมีส่วนแสดงความสัมพันธ์พื้นฐานระหว่างฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกันระหว่างแต่ละฐานข้อมูล
6.
เราสามารถประเมินความรู้ของระบบสารสนเทศว่ามีความเชี่ยวชาญในแต่ละสาขาความรู้อย่างไร
การทดสอบแบบ Turning (Turning Test) โดย
กำหนดคอมพิวเตอร์และบุคคลที่มีความรู้ในสาขานั้นตอบคำถามจากผู้สัมภาษณ์
ผู้ตอบคำถาม และระบบความฉลาดถูกจัดให้อยู่ในห้องที่แยกจากกันอย่างเป็นสัดส่วน
7. จงอธิบายขั้นตอนในการพัฒนา ES ตลอดจนความเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการพัฒนา ES กับการพัฒนาระบบสารสนเทศปกติ
1.การวิเคราะห์ปัญหา
2.การเลือกอุปกรณ์
3. การถอดความรู้
4. การสร้างต้นแบบ
5.การขยาย การทดสอบ และบำรุงรักษา
8. วิศวกรรมความรู้คืออะไร
และมีความเหมอนหรือแตกต่างจากการวิเคราะห์และออกแบบอย่างไร
โดยธรรมชาติวัสดุทุกชนิดจะมีคุณสมบัติในการเปลี่ยนรูปในลักษณะทั้งแบบยืดหยุ่นได้
(รูปร่างกลับ มาเหมือนเดิม) และแบบถาวร (รูปร่างเปลี่ยนไปแบบถาวร
ไม่เหมือนก่อนการเปลี่ยนรูป)
ซึ่งการเปลี่ยนรูปดังกล่าวจะเป็นแบบใดนั้นขึ้นอยู่กับแรงที่มากระทำกับวัสดุ
และค่าการกลับคืนตัวแบบยืดหยุ่นของวัสดุ
โดยที่ถ้าแรงที่มากระทำกับวัสดุมากกว่าค่าการกลับคืนตัวแบบยืดหยุ่นของวัสดุ
การเปลี่ยนรูปแบบถาวรก็จะเกิดขึ้นแต่ถ้าแรงที่มากระทำกับวัสดุไม่มากเกินค่า
การกลับคืนตัวแบบยืดหยุ่นของวัสดุ วัสดุก็จะกลับคืนสู่รูปร่างเดิม
9. จงอธิบายการทำงานของระบบเครือข่ายใยประสาท
จะต้องประกอบด้วยเซลล์ประสาทที่ต่อเรียงกันเข้าเป็นระบบอย่างน้อย
2ระดับโดยระดับแรกเรียกว่า “ระดับนำเข้า”ทำ
หน้าที่รับสิ่งนำเข้าจากสิ่งแวดล้อมภายนอกเข้าสู่ระบบ
แล้วทำการสงต่อให้เครือข่ายในระดับถัดไปตาหน้าที่และความสัมพันธ์ที่ถูก
กำหนดจนกระทั่งถึงระดับสุดท้ายหรือที่เรียกว่า”ระดับแสดงผลลัพธ์”
10.ท่านคิดว่าแนวโน้มและทิศทางในการพัฒนาระบบความฉลาดของคอมพิวเตอร์จะเป็นไปในทิศทางใด
คอมพิวเตอร์ยุคปัจจุบันมีวิวัฒนาการก้าวหน้าไปมาก
และได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในวงการวิทยาศาสตร์แทบจะทุกสาขา
สำหรับการศึกษาและการค้นคว้าวิจัยทางเคมีนั้น คอมพิวเตอร์ได้มีส่วนช่วยทำให้เกิดความก้าวหน้าอย่างมาก
โดยเฉพาะในระยะหลังๆนี้ นักวิทยาศาสตร์สามารถใช้คอมพิวเตอร์คำนวณและออกแบบก่อนทำการทดลองจริง
ในการทดลองบางอย่าง ในสถานการณ์เหล่านี้คอมพิวเตอร์เป็นทางออกที่ดีทีเดียว
ความสำเร็จของคอมพิวเตอร์ช่วยออกแบบโมเลกุลนี้ ไม่เพียงปรากฏผลเฉพาะแต่ในวงการวิชาการเท่านั้น
หากยังออกดอกออกผลไปสู่อุตสาหกรรมอีกด้วย
ขอบคุณสำหรับบทความรู้ครับ
ตอบลบ